อีกหนึ่งความท้าทายของเอสโซ่และบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิล ในการผลิตน้ำมันที่ได้รับมาตรฐาน IMO2020 เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจภาคขนส่งทางทะเลไทยและทั่วโลก

SMmagonline- นอกจากการทำธุรกิจสถานีบริการน้ำมันแล้ว  เอสโซ่และเอ็กซอนโมบิลยังมีธุรกิจทางด้านพาณิชยกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอีกหลากหลายด้าน และ หนึ่งในนั้นที่น่าสนใจที่จะได้รู้จักกันมากขึ้น ก็คือธุรกิจด้าน Marine Sales หรือ การขายน้ำมันสำหรับเรือเดินสมุทร  ซึ่งมีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมไปทั่วโลก ในโอกาสนี้ ทางผู้บริหารของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดย วันชัย วิจักรชน ผู้จัดการฝ่ายขายธุรกิจพาณิชยกรรมน้ำมันเชื้อเพลิง และทีมงานสำหรับธุรกิจการเดินเรือในประเทศ โดย อัครเดช ทรงธัมจิตติ ผู้จัดการธุรกิจภาคขนส่งทางเรือ ได้มาพูดคุยถึงธุรกิจทางด้านนี้ วันชัย ได้กล่าวถึงธุรกิจพาณิชยกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงด้านการเดินเรือโดยรวมว่า หนึ่งในข้อกำหนดที่ท้าทายสำหรับเรือขนส่งทางทะเล ในภาคธุรกิจการเดินเรือในน่านน้ำทะเลสากลคือการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization : IMO) ซึ่งจะมีหน้าที่ออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษและสิ่งปฎิกูลของเรือเดินสมุทรให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเดียวกัน โดยนโยบายในเรื่องของการกำหนดการปล่อยมลภาวะของเสียจากเรือ (Emission Control) ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 หรือเรียกอีกอย่างว่า มาตรการ IMO 2020 เป็นการกำหนดให้เรือทุกลำในโลกนี้จะต้องควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ไม่เกิน 0.5% ของอัตราส่วนน้ำหนัก หรือ weight percent (wt%) จากในอดีตที่ 3.5% ทำให้เรือขนส่งต่างๆ จะต้องจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตอบสนองกับข้อกำหนดดังกล่าว วันชัย วิจักรชน ผู้จัดการฝ่ายขายธุรกิจพาณิชยกรรมน้ำมันเชื้อเพลิง “บริษัทเอสโซ่ และบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิล ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการจำหน่ายน้ำมันเตาชนิดพิเศษนี้ (Low Sulfur Fuel Oils) จึงได้มีการวางแผนและปรับปรุงกระบวนการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นในเครือบริษัททั่วโลก เพื่อรองรับนโยบาย IMO2020  โดยได้คิดค้นวิธีการกลั่นน้ำมันเตาชนิดพิเศษโดยใช้ชื่อทางการค้าเรียกว่า ExxonMobil EMF.5™ (ExxonMobil Engineered Marine Fuel…

OSP SD Roadmap2

“โอสถสภา” เปิดโรดแมปความยั่งยืน มุ่งมั่นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม – สร้างการเติบโตทั้ง Value Chain

SMmagonline – โอสถสภา ประกาศโรดแมปความยั่งยืน เดินหน้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภค ตลอดจนสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยตั้งเป้าในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน ลดการนำเข้าและเพิ่มการใช้วัตถุดิบสมุนไพรภายในประเทศ พร้อมเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าในเครือทั้งหมดเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิล วรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. โอสถสภา วรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. โอสถสภา เปิดเผยว่า โอสถสภามีแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจเพื่อสร้างพลังชีวิตที่ยั่งยืน  ด้วยการเชื่อมโยงเสาหลัก 3 ด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ 1) เสาหลักด้านธุรกิจ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนให้กับธุรกิจของโอสถสภาและคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า 2) เสาหลักด้านสังคม ซึ่งมุ่งสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ส่งเสริมพนักงานในองค์กรให้เติบโตไปพร้อมๆ กับการขยายตัวของธุรกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนด้วยโครงการที่มุ่งพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคนในสังคม 3) เสาหลักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งมั่นลดผลกระทบจากกระบวนการผลิตที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยเสาหลักทั้งสามนี้มีบุคลากรในองค์กร (People) เป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนแผนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่วางไว้ จากแนวคิดของเสาหลักทั้งสาม โอสถสภาได้กำหนดโรดแมปความยั่งยืนไว้ 5 ด้านหลัก โดยมีการตั้งเป้าหมายในแต่ละด้านตามแผน 5 ปี (2563 – 2568) ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Sustainable Supply chain) โอสถสภามุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และช่วยยกระดับความรู้และช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับคู่ค้ารายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตให้แก่บริษัท สมุนไพรที่สามารถปลูกและเติบโตในประเทศได้นั้น โอสถสภาจะลดการนำเข้า โดยใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากแหล่งผลิตในประเทศ สำหรับสมุนไพรที่ไม่สามารถปลูกในประเทศได้ ก็จะส่งเสริมการศึกษาทดลองปลูกในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการประเมินด้านความยั่งยืน และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ดีในการดำเนินธุรกิจให้แก่คู่ค้าอีกด้วย การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค (Consumer Health & Well-being) โอสถสภามุ่งมั่นที่จะส่งมอบสินค้าที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี 100%…

AP-Thailand-1

เอพี ไทยแลนด์ ยอดขาย-ยอดโอนทำนิวไฮแข็งแกร่งก้าวไปต่อเปิด 26 โครงการ มูลค่า 33,440 ล้านบาท

SMmagonline – วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทฯ เติบโตท่ามกลางกระแสคลื่นวิกฤตที่โหมหนักได้อย่างแข็งแกร่ง สามารถบริหารจัดการการขายและการโอนได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้ผลงานในครึ่งปีแรกทำนิวไฮได้สูงสุด ทั้งยอดขายและยอดโอน โดยมียอดขายมากถึง 17,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 18% หากเทียบกับครึ่งปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าซุปเปอร์สตาร์อย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ภาพรวมสินค้าแนวราบในครึ่งปีแรกเติบโตขึ้นกว่า 28% โดยเฉพาะไตรมาส 2 เพียงไตรมาสเดียวสินค้าแนวราบมียอดขายสูงกว่า 9,100 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการเติบโตแบบ Organic Growth ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรได้อย่างชัดเจนถึงแม้ที่ผ่านมาบริษัทฯ จะเปิดตัวโครงการใหม่เพียง  5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,060 ล้านบาทเท่านั้น ด้านยอดโอนครึ่งปีแรกคาดว่าจะสูงกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจปิดไซต์ก่อสร้างไม่มีผลกระทบต่อเป้ารายได้ทั้งปี ทั้งนี้ เพื่อการก้าวเดินไปต่อในครึ่งปีหลัง บริษัทฯ เตรียมรุกการพัฒนาโครงการไปในเซ็กเมนต์ใหม่       ด้วยการขยับขึ้นตลาดบนในระดับ Super Luxury โดยไฮไลท์ที่น่าสนใจคือการนำแบรนด์ ‘บ้านกลางกรุง’ กลับมาพัฒนาอีกครั้ง ด้วยจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่ตั้งในการพัฒนาโครงการที่จะอยู่ใจกลางกรุง โดยมีบ้านกลางกรุง ทองหล่อเป็นต้นแบบความสำเร็จกับจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัยกลางกรุง โดยนำร่องโครงการแรกกับ บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์-พระราม 3 บ้านเดี่ยวหรู หนึ่งเดียวบนทำเลใจกลางเมือง เอกสิทธิ์เพียง 13 ครอบครัว เริ่ม 35-60 ล้านบาท ซึ่งพร้อมจัดงาน Pre-Sale ในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนั้นแล้ว ในสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัทฯ เตรียมขยายโปรดักส์ไปยังตลาดแมสมากยิ่งขึ้น ด้วยการปรับโฉมแบรนด์ ASPIRE (แอสปาย) ภายใต้คอนเซ็ปต์ LIVE AS…

J&C 014

J&C สร้างระบบแคตตาล็อกออนไลน์ ตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิทัล

SMmagonline –  J&C เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ ธุรกิจขายตรงโมเดิร์นเทรด ของคนไทย ที่ไม่หยุดพัฒนาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยีมาสร้างธุรกิจให้รุดหน้า ทั้งในแง่ของการให้บริการแก่ตัวแทนฯ และลูกค้า เพื่อให้ได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย ตอบโจทย์ในยุคดิจิทัลมากขึ้น ล่าสุด ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  หรือ J&C ได้พัฒนาทำ E-Catalogue ขึ้นมาเพื่อให้ตัวแทน และ ลูกค้าทุกท่านสามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ง่าย ๆ เพียงกดดาวน์โหลด แคตตาล็อกออนไลน์ ประจำปี 2021 ก็จะทราบถึงข้อมูลสินค้า ที่อัพเดทใหม่ล่าสุด ไม่ตกเทรนด์สินค้ามาแรง ที่กำลังเป็นที่นิยม นับหลายร้อยหลายพันรายการ สามารถดาวน์โหลด E-Catalogue2021 ได้ทั้ง คิวอาร์โค้ด หรือทางเว็บไซต์ http://online.flipbuilder.com/msgnh/atgy ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก Website SMmagonline Facebook SM Magazine Youtube SM Magazine

บู๊ทส์ ประเทศไทย เปิดตัวแอปฯ Talk to Pharmacist ให้ลูกค้าปรึกษาฟรีเพิ่มช่องทางขาย

SMmagonline- บู๊ทส์ ประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจ ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยฝ่าวิกฤต COVID-19 เปิดตัว Boots app แอปสุขภาพครบวงจรกับฟีเจอร์ “Talk to Pharmacist’ ฟรี เพื่อยกระดับบริการการดูแลสุขภาพลูกค้าไทย จากผลสำรวจพบว่า 82% ของผู้บริโภคชาวไทยกังวลว่าจะติดเชื้อ COVID-19* นอกจากนี้ยังพบว่ามีความต้องการข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากผู้เชี่ยวชาญหรือองค์กรที่เชื่อถือได้ และคนไทยยังต้องการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโดยตรงนั้น** บู๊ทส์ ประเทศไทย หนึ่งในธุรกิจรีเทล ฟาร์มาซี อินเตอร์เนชั่นแนล ของวอลกรีนส์ บู๊ทส์ อลิอันซ์ (หรือ ดับเบิ้ลยูบีเอ) กิจการระดับโลกแห่งแรกที่ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีชั้นนำ จึงได้มีการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับโลก มาเสริมความแข็งแกร่งทางด้านคุณภาพและการบริการ เพื่อช่วยให้คนไทยทั้งประเทศเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่าย พร้อมมีสุขภาพกายและใจที่ดียิ่งขึ้น อรพรรณ พงศ์พานิช Head of Customer Experience บู๊ทส์ รีเทล ประเทศไทย กล่าวว่า “บู๊ทส์ ประเทศไทยมีพันธกิจคือ การนำเสนอโซลูชันที่จะช่วยให้ชีวิตมีสุขภาพที่ดีและมีความสุขมากขึ้น ในช่วงการระบาดของ COVID-19 นี้ บู๊ทส์จึงนำเสนอบริการ Talk to Pharmacist หรือ ปรึกษาเภสัชกรบู๊ทส์ ที่ให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพที่เชื่อถือได้จากเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญจากบู๊ทส์ ซึ่งเป็นบริการดูแลสุขภาพคนไทยแบบ O2O (Online to Offline) เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” โดยปัจจุบัน บู๊ทส์มีจำนวน 240 สาขาทั่วประเทศ มีเภสัชกรของบู๊ทส์จำนวน 288 คน ที่พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพ และตอบปัญหาแบบส่วนตัว ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับ COVID-19 โรคประจำตัว ความกังวลใจเรื่องสุขภาพ ผิวพรรณ…

EIC ชี้ ไทยมีแนวโน้มภาวะ Debt Overhang

SMmagonline-หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาสแรกของปีแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มประสบภาวะ Debt Overhang ส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนฟื้นตัวช้า ภาวะ Debt Overhang ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าหนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 1 ปี 2021 เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 14.1 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวที่ 4.6%YOY ซึ่งเป็นการขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า และยังนับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส ตามการเติบโตแบบเร่งตัวของการให้กู้ยืมจากสองผู้ให้กู้หลัก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงิน (SFI) ที่เติบโตที่4.9% และ 5.5% ตามลำดับ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตจาก SFI ที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่การปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคครัวเรือนจากสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่งและสินเชื่อส่วนบุคคล มีการเติบโตแบบชะลอตัวลง ส่วนหนี้ครัวเรือนที่กู้ยืมจากโรงรับจำนำยังคงหดตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ปัจจัยที่ 1 เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินต่างๆ ได้มีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกหนี้รายย่อยทั้งในรูปแบบของการพักชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งช่วยลดภาระการชำระหนี้ในระยะสั้นและช่วยป้องกันการเกิดหนี้เสียในวงกว้าง อย่างไรก็ดี การชำระหนี้ที่ถูกพักหรือเลื่อนออกไปมีส่วนทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนในภาพรวมปรับลดลงช้ากว่าปกติ ปัจจัยที่ 2 วิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนขาดรายได้ นำไปสู่การลดลงของสภาพคล่องของคนจำนวนมาก จึงเกิดการกู้ยืมเพื่อนำมาใช้จ่ายทดแทนสภาพคล่องที่หายไปของภาคครัวเรือน ดังจะเห็นได้จาก การเติบโตของสินเชื่อส่วนบุคคล (personal loan) ในระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี2563 และมีอัตราการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ 5.9%YOY เร่งตัวขึ้น จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 4.8%YOY แม้มาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินจะมีแนวโน้มระมัดระวังมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ข้อมูลประกอบจาก Google Trends…

PEOPLE

เอ็กซอนโมบิล ตั้งธุรกิจใหม่ ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษในเชิงพาณิชย์

SMmagonline – ในฐานะที่อยู่ในองค์กรบริษัทพลังงานระดับโลก  ดร. ทวีศักดิ์  บรรลือสินธุ์  ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัดได้พูดคุยถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นการทำงานของ เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น ในระดับโลก  ที่เกี่ยวกับธุรกิจใหม่ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และ สามารถดำเนินงานในเชิงพาณิชย์ได้ เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น  มีบริษัทในเครือในประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด และ บริษัท เอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์ ในการทำงานระดับโลก  เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศจัดตั้งธุรกิจใหม่ที่ชื่อว่า “ExxonMobil Low Carbon Solutions” ซึ่งจะเน้นการนำเทคโนโลยีจากการค้นคว้าวิจัยชั้นนำในอุตสาหกรรมมาดำเนินการต่อในเชิงพาณิชย์  โดยเริ่มแรกจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage-CCS ) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement)ได้  โดยขณะนี้ ได้มีความคืบหน้าไปในโครงการใหม่ๆ กว่า 20 โครงการ ที่จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณมาก CCS เป็นกระบวนการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แทนที่จะถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศจากประบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม  แต่มีการนำมาเก็บไว้ในชั้นหินใต้พื้นดินที่มีความลึกมาก ซึ่งมีความปลอดภัย มั่นคง และเก็บได้ยาวนาน   โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)  และ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีความเห็นตรงกันว่า CCS เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญยิ่งในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ลง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายสภาวะอากาศของสังคม…

LIFESTYLE
Phuket Sandbox 01

มิวเซียมสยาม จับมือ เทศบาลนครภูเก็ต เปิด “นิทรรศการภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวจากขุมเหมือง”

SMmagonline – สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ร่วมกับ เทศบาลนครภูเก็ต และ 40 เครือข่ายแหล่งเรียนรู้สนับสนุนนโยบายภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ของรัฐบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูเก็ต ภายใต้ชื่อกิจกรรม เที่ยว – ประทับ – แลก – ลุ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายด้วยแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมคิกออฟกิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป  พร้อมกันนี้ ยังมีการส่งเสริม แนวทางให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าถึงพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ได้เปิด นิทรรศการภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวจากขุมเหมือง เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของภูเก็ต จากยุคเหมืองแร่รุ่งเรืองสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยว นับตั้งแต่วิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 2 “เหมืองดีบุก” หัวใจของเศรษฐกิจภูเก็ตไม่สามารถกลับมาทำได้ดีดังเดิม ชาวเมืองต่างมองหาช่องทางในการประกอบอาชีพอื่นควบคู่กันไป อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้เกิดขึ้นและพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ซึ่งกว่าเมืองภูเก็จจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกนั้น ได้ผ่านจุดเปลี่ยนและเหตุการณ์สำคัญมาอย่างมากมาย ถือเป็นพัฒนาการช่วงสำคัญของเมืองที่ถ่ายทอดผ่าน 6 โซนจัดแสดง โซน 1 ภูเก็ตที่ทุกคนรู้จัก: สำรวจภาพจำที่ผู้คนมีต่อภูเก็ต เช่น เหมืองแร่ ทะเล เมืองเก่า อะไรคือสิ่งที่ทุกคนนึกถึง เมื่อพูดถึงภูเก็ต โซน 2 เส้นทางสู่เมืองท่องเที่ยว: เปิดไทม์ไลน์ของภูเก็ตจากยุคเหมืองแร่รุ่งเรื่องสู่เมืองท่องเที่ยวความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดีบุกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเปลี่ยนเข้าสู่ยุคท่องเที่ยวในทุกวันนี้ โซน 3 เมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม: จากความรุ่งเรืองของเหมืองแร่ ได้นำพาผู้คนและวัฒนธรรมอันหลากหลายมาสู่ดินแดนแห่งนี้ ผสมผสานจนเกิดอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ในยุคการท่องเที่ยว มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ถูกชุบชีวิตอีกครั้ง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โซน 4 ภูเก็ตในสายตานานาชาติ: ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ โซน 5…

ASEAN+

Road Map พัฒนา ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

SMmagonline –  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก เน้นพัฒนาผู้ประกอบการ ขายผลงาน ขยายตลาดต่างประเทศ และสร้างภาพลักษณ์ ตั้งเป้าทำรายได้เข้าประเทศ 3,600 ล้านบาท สมเด็จ สุสมบูรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการสร้างไทยเป็น Hub อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ แผนขับเคลื่อนดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ล่าสุดมีแผนที่จะผลักดันอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สู่ตลาดโลก ในช่วงที่เหลือของปี 2564 จำนวน 10 โครงการ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการ ทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และการพัฒนาทักษะการนำเสนอขายผลงาน หรือ Pitching การส่งเสริมผู้ประกอบการในการขยายตลาดต่างประเทศ และการส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรม  1.การจัดงาน Multimedia Online Virtual Exhibition (MOVE) 2021 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเสมือนจริง มีการเจรจาการค้าออนไลน์ธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย.2564 ตั้งเป้าผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 50 ราย คาดการณ์มูลค่าซื้อขาย 1,500 ล้านบาท 2.โครงการส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ ในงาน Bangkok International Digital Content Festival 2021 (BIDC 2021) เป็นงานเจรจาการค้าออนไลน์ ระหว่างวันที่ 4–6 ส.ค.2564 มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 50 ราย คาดการณ์มูลค่า 490…

CSR

ไทยประกันชีวิต พร้อมเป็นทุกคำตอบของชีวิต ดูแลทุกภาคส่วน ฝ่าวิกฤตโควิด-19

SMmagonline- ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 หลายระลอก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนไทย บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการเป็น “ทุกคำตอบของชีวิต หรือ Life Solutions” ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับสังคมตามแนวทางของ SDGs (Sustainable Development Goals) ผ่านการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้เอาประกันภัย พนักงาน ฝ่ายขาย และคนในสังคม ซึ่งจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 3 ในปัจจุบัน ไทยประกันชีวิตจึงได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องด้วยมีความห่วงใยและตระหนักถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของ Stakeholders ทุกภาคส่วน เพิ่มการดูแลลูกค้า ไทยประกันชีวิตมุ่งดูแลลูกค้าอย่างรอบด้านในทุกสถานการณ์ จึงได้ขยายความคุ้มครองสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ครอบคลุมการตรวจโรคโควิด-19 เป็นไปตามเกณฑ์การตรวจที่ภาครัฐกำหนดและไม่เกินวงเงินกรมธรรม์ สำหรับสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยใน (IPD) คุ้มครองเมื่อตรวจพบเชื้อโควิด-19 ไม่เกินวงเงินค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนเข้ารักษาตัว พร้อมขยายความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคโควิด-19 โดยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้ ครอบคลุมทั้งการรักษาในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel) โดยจะคุ้มครองตามขั้นตอนการใช้บริการ Fax Claim สำหรับโรงพยาบาลคู่สัญญา และเพื่ออำนวยความสะดวก และลดความเสี่ยงให้กับลูกค้า จึงได้พัฒนาผ่านแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต ให้ลูกค้ายังสามารถทำธุรกรรมประกันชีวิตด้วยตนเองได้ทุกที่ ทุกเวลา อาทิ การชำระเบี้ยประกัน, การดาวน์โหลดหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย, การแจ้งรับเงินคืนระหว่างสัญญาผ่านบัญชีธนาคาร, ตรวจสอบสถานะการยื่นเคลมสินไหม, ค้นหาโรงพยาบาลคู่สัญญา, และบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ 24 ชั่วโมง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลสมิติเวช ขณะเดียวกันไทยประกันชีวิตยังมีความห่วงใยลูกค้าที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จึงเพิ่มบริการไทยประกันชีวิต Telemedicine สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลคู่สัญญากว่า 30 แห่ง อนุมัติสินไหมสำหรับการรักษาผ่าน…